คณะที่ปรึกษาของคณะกรรมการอาหารและยา (เอฟดีเอ) มีมติเสียงข้างมากเฉียดฉิว 13 ต่อ 10 เสียง ในการประชุมเมื่อวันอังคาร แนะนำให้คณะกรรมการชุดใหญ่ของเอฟดีเอ รับรองการใช้ยาเม็ดต้านโควิด-19 “โมลนูพิราเวียร์” ของบริษัทเมอร์ค ซึ่งพัฒนายาตัวนี้ร่วมกับบริษัทริดจ์แบค ไบโอเทอราพิวติกส์

แม้มติของเอฟดีเอไม่จำเป็นต้องสอดคล้องกับคณะที่ปรึกษาเสมอไป แต่ส่วนใหญ่มักเป็นไปในทางเดียวกัน โดยหากได้รับการอนุมัติอย่างเป็นทางการ โมลนูพิราเวียร์จะเป็นยารักษาผู้ป่วยโรคโควิด-19 แบบรับประทาน ที่เอฟดีเอรับรองเป็นรายการแรก และเป็นประเทศที่สองต่อจากสหราชอาณาจักร ซึ่งขึ้นทะเบียนยาตัวนี้ไปเมื่อต้นเดือน พ.ย.

อย่างไรก็ตาม คณะที่ปรึกษาของเอฟดีเอยังคงมีความกังวลต่อผลข้างเคียงของตัวยา ในกรณีใช้กับหญิงมีครรภ์ ว่าจะส่งผลกระทบในทางใดต่อตัวอ่อนในครรภ์ และทารกที่เกิดมาหรือไม่ แต่ท้ายที่สุดให้ความเห็นสอดคล้องกัน ว่าการใช้ยาโมลนูพิราเวียร์กับผู้ป่วยโรคโควิด-19 “มีประโยชน์มากกว่าความเสี่ยง”

อนึ่ง เมอร์คเผยแพร่รายงานฉบับล่าสุดเกี่ยวกับยาตัวนี้ เมื่อสัปดาห์ที่แล้ว เป็นผลการวิเคราะห์เพิ่มเติมจากการทดสอบทางคลินิกระยะสุดท้าย ปรากฏว่าประสิทธิภาพของยา ในการบรรเทาการป่วยหนักจนต้องเข้ารักษาตัวในโรงพยาบาล และอัตราการเสียชีวิตในกลุ่มเสี่ยงสูง ลดลงจากที่เคยเปิดเผยก่อนหน้านั้นประมาณ 30%

นอกจากนี้ ผลการทดสอบยาโมลนูพิราเวียร์ของเมอร์คเกิดขึ้นก่อนการกลายพันธุ์ของเชื้อไวรัสโคโรนา “โอไมครอน” แต่ทางบริษัทเชื่อมั่นว่า ยายังคงมีประสิทธิภาพต่อเชื้อไวรัสโคโรนาในภาพรวม